ให้คำปรึกษาผลิตและสร้างแบรนด์ฟรี Hotline : 066-112-1159

เทคนิคการตั้งชื่อแบรนด์ สร้างแบรนด์ครีม เครื่องสำอาง และอาหารเสริม

การสร้างแบรนด์สินค้า ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ครีม เครื่องสำอาง และอาหารเสริม ของเราให้เป็นที่รู้จักนั้น การทำให้คนจดจำแบรนด์ และนึกถึงแบรนด์เรานั้น คนหลายๆคนอาจจะนึกถึงโลโก้หรือตราสัญลักษณ์สวยๆ แต่สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าโลโก้เลยนั่นคือ ชื่อของแบรนด์ เพราะชื่อของแบรนด์ นั้นเปรียบเสมือนชื่อของตัวเราเอง ซึ่งเป็นชื่อที่จะต้องเป็นทำให้ลูกค้าจดจำ การตั้งชื่อแบรนด์ที่ดีนั้น  เราได้สรุปมาให้คราวๆดังนี้ คือ

1. ยึดกฎสากล 6 ตัวอักษร 3 พยางค์ เพื่อให้ออกเสียงได้ง่าย
เป็นกฏในต่างประเทศ ที่ไว้ตั้งชื่อ ภาษาอังกฤษ ซึ่งจะต้องไม่เกิน 6 ตัวอักษร และออกเสียงไม่เกิน 3 พยางค์ มีจุดประสงค์ เพื่อให้ชื่อนั้น กระชับ ออกเสียงง่าย จำง่าย และต้องติดปากคนทั่วไป เช่นแบรนด์ดังๆ อย่าง Chanel, NYX, MAC เป็นต้น ส่วนชื่อที่เป็นภาษาไทย ก็ควรจะคำนึงถึงความสั้นกระชับด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น มาม่า, แฟ้บ เป็นต้น ก็สามารถเรียกกันจนติดปากจนเป็นชื่อเรียกแทนผลิตภัณฑ์นั้นๆได้เลย แต่ในปัจจุบันนี้มีแบรนด์เกิดขึ้นใหม่มากมาย การทำสิ่งที่แตกต่างก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราดูโดดเด่น จะเห็นว่าปัจจุบันมีแบรนด์ที่มีชื่อยาวๆ แล้วก็ดังไม่แพ้กันออกมาให้ได้เห็นกันมากมาย เช่น Laura Mercier, Bobbi Brown เป็นต้น ดังนั้นเราอาจจะไม่ต้องซีเรียสกับจำนวนอักษรและพยางค์มากนัก คำนึงถึงความเหมาะสมไว้จะดีกว่า

2. เรียบง่ายเข้าไว้ดีที่สุด
การที่จะทำให้ชื่อของแบรนด์เป็นที่จดจำ เราควรที่จะตั้งชื่อที่ง่ายๆ เข้าถึงง่าย จดจำได้ง่าย เช่น จะขายครีมผิวขาวชื่อ Perfect White ซึ่งจะง่ายกว่าชื่อแบบ Extra Odinary Beauty White อย่างแน่นอน หรือ การตั้งชื่อแบรนด์ครีมใดๆก็ตาม ควรตั้งชื่อให้สื่อความหมายถึงครีมนั้นๆด้วย  ยกตัวอย่างอีกชื่อนึงที่ทุกคนต้องรู้จักคือ KFC ซึ่งเป็นชื่อย่อมาจากชื่อเก่าคือ Kentucky Fried Chicken จะเห็นว่าการตั้งชื่อที่สะกดยาก ออกเสียงยากนั้น สมควรที่จะหลีกเลี่ยงเพราะเราต้องการให้ลูกค้าจดจำแบรนด์เราได้ ค้นหาร้านเราได้ง่าย

3. แตกต่างและโดดเด่นกว่า
ชื่อดีๆมีเยอะมากมาย แต่การจะตั้งชื่อแบรนด์นั้นเราจะต้องดูคู่แข่งด้วย เพื่อให้โดดเด่นและแตกต่าง ถ้าชื่อเหมือนกันเกินไป จะมีภาพลักษณ์เป็นแบรนด์เลียนแบบ เช่น เราจะทำเจลลี่ ชื่อแบรนด์ เจลโล่ แม้เราจะบอกคนอื่นว่าเราคิดใหม่ไม่ได้เลียนแบบ ยังไงคนก็ไม่เชื่อเราอย่างแน่นอน หรือการใช้ชื่อที่คนใช้กันเยอะแยะทั่วไป หรือชื่อโหล ก็ทำให้เราไม่เด่น ซึ่งการที่เราคิดให้แตกต่างเท่าไหร่นั้น เราก็ยิ่งได้เปรียบ

4. เลือกแนวทางการตั้งชื่อ
แนวทางการตั้งชื่อนั้นมีหลากหลายวิธี
วิธีแรก คือ ใช้แนวคิดตั้งชื่อโดยบรรยายธุรกิจของเรา เช่น Microsoft, Master Card 
วิธีที่สอง คือ ชื่อที่ไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลย แต่ปลุกเร้าได้ สื่อความหมายได้ เช่น Big C (C มาจาก Customer)
วิธีที่สาม คือ ชื่อที่ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย แต่ว่าจำได้ง่าย เช่น Google
วิธีที่สี่ คือ เอาวิธีข้างต้นมาผสมกัน และอาจจะเล่นคำลงไป เพื่อให้จำง่าย เช่น salz (อ่านว่าเกลือแต่จงใจสะกดด้วยตัว z) หรือ FCUK (ถ้าสลับ C กับ U ก็จะเป็นคำล่อแหลม แต่กลับทำให้จำง่าย กลายเป็นแบรนด์ที่นิยมของวัยรุ่นไปเลย)

5. สร้างชื่อที่มีลักษณะเป็น Platform เพื่อต่อยอดสินค้าและบริการ
หมายถึง การตั้งชื่อกลางๆเพื่อเป็นชื่อแบรนด์หลัก ที่สามารถเติมชื่อ พ่วงท้าย กลายเป็นแบรนด์ย่อยๆของสินค้าใหม่ๆได้ เช่น Sony แตกเป็น Sony Music, Sony Computer Entertainment ซึ่งมีข้อดีคือ เราจะประหยัดทั้งงบ ทั้งเวลา เพราะแม้เราจะมีแบรนด์สินค้า ตัวใหม่ขึ้นมายังไง คนก็จดจำแบรนด์ใหญ่ของเราได้อยู่

การตั้งชื่อแบรนด์นั้นก็มีข้อที่ควรหลีกเลี่ยงคือ
– อย่าพยายามเลียนแบบ ชื่อแบรนด์คนอื่นแม้จะแค่คล้ายๆ ก็อาจโดนฟ้องกรณีสร้างแบรนด์ ให้เกิดความสับสนว่าร้านใครเป็นร้านใครแน่ แย่กว่านั้นถ้าลูกค้ารู้ว่า เราคือแบรนด์เลียนแบบ ภาพลักษณ์ของเราก็จะยิ่งแย่ลงไปอีก
– อย่าใช้ชื่อสกุลตัวเองมาตั้ง เพราะทำให้จำยาก แต่ก็ไม่แน่เสมอไป เช่น แม่ประนอม ครัวเจ๊ง้อ เป็นต้น
– อย่าตั้งชื่อโดยใช้คำฮิตๆช่วงนั้น เพราะมันจะมาเร็วแต่ไปเร็ว เมื่อเวลาผ่านไปก็ไม่มีคนจำได้

6. เลี่ยงชื่อที่มีผลต่อความเชื่อ ศาสนา และ การเมือง
เพราะอาจโดนต่อต้านจากสังคมไม่มากก็น้อย เช่น การเมืองปัจจุบัน ถ้าเราตั้งชื่อให้รู้ว่าเราสีเสื้ออะไร อยู่ฝ่ายไหน ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่มากินร้านเราแน่นอน

ชื่อแบรนด์ก็เหมือนชื่อของตัวเราเอง คิดให้รอบคอบ และที่สำคัญอย่าลืมนำเอาเทคนิคดีๆที่ทาง จำกัด ได้รวบรวมมาให้ไปใช้กันนะ