การตลาดแบบ Modern Trade หมายถึง การตลาดในการค้าขายปลีกแบบสมัยใหม่ เป็นระบบการค้าที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยให้เกิดความสะดวกสบาย และปัจจุบันร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ต่างเกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้เราสามารถเปิดตลาดให้กับกลุ่มคนที่เข้าร้านค้าปลีกได้ทั่วประเทศ ปัจจุบันร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแต่ละแบบมีลักษณะเฉพาะ แตกต่างกันไป ตั้งแต่แนวคิดหลัก เงินลงทุน ที่ตั้ง ลักษณะขนาดโครงสร้างของอาคารรวมไปถึงการตกแต่ง ขนาดพื้นที่ใช้สอยหรือพื้นที่ตั้งวางสินค้า ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันไป สินค้าที่วางจำหน่าย ปริมาณสินค้า และประเภทสินค้าที่วางจำหน่ายตลอดจนบริการต่าง ๆ ที่จัดให้มีภายในสถานประกอบการ
การรตลาดแบบ Traditional Trade หมายถึง การขายสินค้าหรือการตลาดแบบดั้งเดิม หมายถึงการตลาดแบบปากต่อปาก การตลาดแบบการขายตามตลาด แผงลอย ร้านค้าทั่วไป แม้จะแตกต่างจากการตลาดแบบ Modern Trade
ความแตกต่างที่สำคัญ ของร้านค้าทั้ง 2 แบบ ได้แก่ :
| การค้าแบบดั้งเดิม | โมเดิร์นเทรด | |
| ความต้องการลูกค้า | เมื่อต้องการหรือตามฤดูกาล | สม่ำเสมอ (จัดโปรโมชั่นตลอดเวลา) |
| ปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า | ปากต่อปาก (ผู้ค้าปลีกแนะนำสินค้าให้กับลูกค้าเอง) | ลูกค้าสามารถเลือกรายการและดำเนินการชำระเงินได้ สิ่งนี้ให้ประโยชน์ในการเลือกลูกค้า โดยที่พวกเขาสามารถประเมินผลิตภัฑณ์อื่นจากผลิตภัณฑ์หลายรายการเคียงข้างกัน |
| การนำเข้าสั่งซื้อ | ตามความต้องการปัจจุบัน (ของหมดก็ | วางแผนกลยุทธ์เพื่อตอบสนองความต้องการส่งเสริมการขาย |
| เวลานำส่ง | สั้น – โดยตรง | โครงสร้าง (จองไว้) |
| กลุ่มผลิตภัณฑ์ | ถูก จำกัด ด้วยขนาดและงบประมาณของร้าน | มากกว่า |
| การส่งมอบสินค้าตรงเวลา | ไม่เคร็งคัดเท่ากับโมเดิร์นเทรด | เคร็งคัดกว่า |
| เวลาดำเนินการสินค้าตามคำสั่งซื้อ | สามารถดำเนินการได้หลายเวลา | ต้องเฉพาะเจาะจงกับช่วงเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (ขาดหายไปซึ่งอาจเพิ่มบทลงโทษให้กับผู้จัดจำหน่าย) |
| รอบสินเชื่อ/การจ่ายเงินให้แก่ผู้ค้า | สั้นกว่า หรือได้รับเลย | เป็นรอบ 30 วันหรือมากว่า |
จึงเห็นได้ว่า การที่จะเลือกขายสินค้ากับร้านค้าแบบไหนนั้น จะต้องคำนึงถึงความยืดหยุนของสินค้า หรือเงื่อนไขที่เรารับได้